มลภาวะทางเสียง...อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

ทบทวนเรื่องการทำงานของหู หรือกลไกการได้ยิน / แล้วเสียงดังขนาดไหนล่ะ ? ที่จะเป็นอันตรายต่อกลไกการได้ยิน / แต่...จะหลีกเลี่ยงเสียงที่จำเป็นต้องได้ยินในที่ทำงานได้อย่างไรกันหนอ ?

นอกจากอายุซึ่งเป็นปัจจัยโดยธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดความบกพร่องหรือสูญเสียการได้ยินแล้ว รูปแบบการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของคนเราก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เพิ่มความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ การรับประทานยาปฏิชีวนะจำพวกยาควินิน แอสไพลิน หรือยารักษาโรคมะเร็งบางชนิด การติดเชื้อภายในช่องหู คอ หรือจมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางการได้ยินก่อนวัยอันควรก็คือ การได้ยินได้ฟังเสียงที่ดังจนเกินไป

คุณอาจจะคิดไม่ถึงว่าแค่การตะโกนข้ามเขา หรือพื้นที่โล่งกว้าง เพื่อให้ได้ยินเสียงสะท้อนของตนเองกลับมา (อย่างที่เห็นพระเอก นางเอกมิวสิควีดีโอนิยมทำกันนัก) ก็สามารถทำให้แก้วหูอันบอบบางของคุณเป็นอันตรายได้แล้ว ยิ่งการฟังเทป ซีดี ซาวด์อะเบาต์เพลงร็อค หรือการร่วมชมคอนเสิร์ตของศิลปินโปรดด้วยแล้วละก็...ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไหนจะเสียงที่แม้ไม่อยากได้ยิน ก็เลี่ยงไม่ได้ อย่างเสียงเครื่องตัดหญ้าที่บ้าน เสียงรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ในย่านการจราจรหนาแน่น เสียงเครื่องยนต์กลไกในที่ทำงาน เป็นต้น

ทำอย่างไรล่ะ ? เราจึงจะสามารถถนอมหูเอาไว้ใช้ได้นาน ๆ และจะทำให้อาการบกพร่องทางการได้ยินที่เป็นอยู่แล้ว ดีขึ้นได้อย่างไร ? นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

ทบทวนเรื่องการทำงานของหู หรือกลไกการได้ยิน

 

รูปแสดงส่วนประกอบของกลไกการได้ยินของมนุษย์

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า โดยปกติหูของคนเรามีอยู่ด้วยกัน 2 ข้าง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วส่วนที่เห็นยื่นออกมาจากด้านข้างของศีรษะ ที่เราเรียกกันว่า 'หู' นั้น ก็คือ 'ใบหู' มีหน้าที่หลักในการรับคลื่นเสียง (ส่วนหน้าที่ในการแบกรับน้ำหนักตุ้มหู เป็นแต่เพียงผลพลอยได้เท่านั้น) จากนั้นจะส่งผ่านคลื่นเสียงไปตาม 'ช่องหู' หรือ 'หูชั้นนอก' เพื่อนำไปยังกลไกการได้ยินซึ่งซ่อนอยู่ในกะโหลกศีรษะ โดยส่วนปลายของช่องหูจะมี 'แก้วหู' ลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ คล้ายแผ่นหนังขึงตึงบนหน้ากลอง คลื่นเสียงที่ผ่านเข้าไปจะทำให้แก้วหูสั่น แล้วส่งผ่านการสั่นสะเทือนไปยังกระดูกชิ้นเล็ก ๆ 3 ชิ้น คือ 'กระดูกค้อน' 'กระดูกทั่ง' และ 'กระดูกโกลน' ซึ่งจะทำหน้าที่ในการขยายเสียงค่อยให้ดังขึ้น และลดเสียงดังให้เบาลง จากนั้นกระดูกโกลนจะส่งต่อความสั่นสะเทือนไปยัง 'คอเคลีย' (Cochlea) ลักษณะคล้ายหอยโข่ง บนผนังมีขนรับสัมผัสเส้นเล็ก ๆ ทำหน้าที่รับความสั่นสะเทือนไปยังสมอง เพื่อให้ประมวลและแปลความหมายเป็นเสียงที่เราได้ยิน

ไม่น่าเชื่อว่ากว่าที่เราจะได้ยินเสียง ๆ หนึ่งนั้น ร่างกายของเราต้องทำงานกันเป็นระวิงขนาดนี้ ลองคิดดูสิว่าในวันหนึ่ง ๆ คุณได้ยินเสียงกี่ร้อย กี่พันเสียง แถมบางทีประดาเสียงทั้งหลายแหล่ยังดาหน้าเข้าหาคุณพร้อม ๆ กันเสียด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ เจ้ากลไกการได้ยินของเราก็ต้องทำงานกันหนักหนาสาหัสเป็นธรรมดา ซึ่งตามกฎของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคน เครื่องจักร สิ่งของ มีอยู่ว่า เมื่อถูกใช้งานหนัก ๆ เข้า ก็มีอันต้องประท้วง เสื่อม หรือถึงขั้นพังอย่างถาวรได้ทั้งนั้น และกลไกการได้ยินของคนเราก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้นเสียด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหูเกิดการเสื่อม หรือบกพร่องแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะทำการใด ๆ เพื่อฟื้นฟูสมรรถนะการได้ยินได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นการกินยา ผ่าตัด หรือแม้กระทั่งบนบานศาลกล่าว ทำได้อย่างเดียว คือทำใจใช้เครื่องช่วยฟังแต่โดยดี

กลับด้านบน

แล้วเสียงดังขนาดไหนล่ะ ? ที่จะเป็นอันตรายต่อกลไกการได้ยิน

ก่อนจะไปว่ากันถึงเรื่องขนาดของเสียงที่เป็นอันตรายต่อหู เรามาดูกันก่อนว่า การวัดระดับของคลื่นเสียงเขาวัดกันอย่างไร เมื่อพูดถึงเสียง จะมีหน่วยวัดที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ 2 หน่วยวัด คือ เดซิเบล (Decibel) ซึ่งเป็นหน่วยวัดความดังของเสียง และเฮิรตซ์ (Hertz : Hz) หรือจำนวนรอบการแกว่งของคลื่นเสียงในหนึ่งวินาที ซึ่งเป็นหน่วยวัดความถี่ของเสียง

โดยปกติเด็กเล็ก ๆ จะมีกลไกการได้ยินที่ดีมาก สามารถได้ยินเสียงในย่านความถี่ตั้งแต่ 0 - 20,000 เฮิรตซ์ ในขณะที่กลไกการได้ยินของผู้ใหญ่จะทำงานได้ดีในช่วงความถี่เสียง 300 - 4,000 เฮิรตซ์ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเล็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กทารก มีอาการ 'ผวา' ได้ง่ายเมื่อได้ยินเสียงต่าง ๆ เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว คุณ ๆ ที่มีลูกเด็กเล็กแดงภายในบ้าน ก็ควรระวังเรื่องเสียงภายในบ้านของตนเองด้วย ไม่เช่นนั้น การที่คุณเพลิดเพลินเจริญใจกับเกมส์คอมพิวเตอร์ประเภทที่มีเสียงยิงปืน เสียงระเบิด เสียงการต่อสู้ หรือฟังเพลงร็อค ก็อาจทำให้กลไกการได้ยินของลูกหลานคุณเสื่อมเร็วก่อนวัยอันควร ยิ่งไปกว่านี้ คุณไม่ควรสนับสนุนให้เด็ก ๆ เล่นเกมส์ตู้ เกมส์คอมพิวเตอร์ หรือฟังเพลงจากซาวด์อะเบาต์ เพราะลำพังแค่เสียงดัง ๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้หูของพวกแกเสื่อมเร็วกว่าเด็ก ๆ ในรุ่นเราเยอะแล้ว

เมื่อประสาทหูเริ่มเสื่อมลง เสียงที่จะไม่ได้ยินก็คือ เสียงในย่านความถี่สูง ดังนั้นผู้ที่หูตึง จึงมักไม่ได้ยินเสียงผู้หญิง หรือเด็ก แล้วยังมีปัญหากับการแยกแยะคำที่ใช้พยัญชนะ หรือวรรณยุกต์เสียงสูงด้วย

ในการวัดความดังของเสียงเป็นเดซิเบลนั้น จะวัดกันในลักษณะของ Logarithm หรือพูดกันง่าย ๆ ก็คือ เสียงที่ดังเพิ่มขึ้นทุก 10 เดซิเบล จะดังเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าตัว เช่น เสียง 20 เดซิเบล หมายถึง เสียงที่ดังเป็น 10 เท่าของเสียง 10 เดซิเบล และเสียง 50 เดซิเบล หมายถึงเสียงที่ดังเป็น 10,000 เท่าของเสียง 10 เดซิเบล .... แล้ว ไอ้เจ้าเสียง 10 หรือ 20 เดซิเบล นี่มันดังขนาดไหนกันหนอ ? ลองไปเทียบชนิดและความดังของเสียง ได้ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงชนิด และความดังของเสียง

ความดังของเสียง

(เดซิเบล)

ชนิดของเสียง

0

30

60

85

90

100

115

140

เสียงที่แผ่วเบาที่สุดที่หูมนุษย์ได้ยิน

เสียงกระซิบ หรือเสียงในห้องสมุดที่เงียบสงัด

เสียงพูดคุยตามปกติ เสียงจักรเย็บผ้า หรือเสียงเครื่องพิมพ์ดีด

เสียงตะโกนข้ามเขา หรือพื้นที่โล่งกว้าง เพื่อให้ได้ยินเสียงสะท้อนของตนเองกลับมา

เสียงเครื่องตัดหญ้า เสียงเครื่องจักรในโรงงาน หรือเสียงรถบรรทุก (ไม่ควรได้ยินเกินวันละ 8 ชม.)

เสียงเลื่อยไฟฟ้า หรือเครื่องเจาะที่ใช้ลม : Pneumatic Drill (ไม่ควรได้ยินเกินวันละ 2 ชม.)

เสียงระเบิดหิน เสียงในร็อคคอนเสิร์ต หรือเสียงแตรรถยนต์ (ไม่ควรได้ยินเกินวันละ 15 นาที)

เสียงยิงปืน เสียงเครื่องบินเจ็ท ซึ่งเป็นเสียงที่ทำให้ปวดหู และอาจทำให้หูเสื่อมได้ แม้จะได้ยินเพียงครั้งเดียวก็ตาม ดังนั้นผู้ที่จำเป็นต้องอยู่กับเสียงในระดับนี้ จะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันหูเสมอ

 

โดยสากลแล้ว เสียงที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อกลไกการได้ยินนั้น คือเสียงที่ดังตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินจะขึ้นอยู่กับความดังของเสียง และระยะเวลาของการได้ยิน โดยรายละเอียดก็เป็นอย่างที่แสดงในตารางที่1 จะเห็นว่า แม้จะได้ยินเสียงดัง ๆ เช่น เสียงปืน เพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้หูตึงได้ และจากการวิจัยยังพบว่า นอกจากกลไกการได้ยินแล้ว เสียงยังทำให้คนเราเกิดความกังวล หงุดหงิด อารมณ์เสีย เพิ่มอัตราการเต้นของชีพจร เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่มปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำลายสมาธิในการทำงาน

วิธีทางป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือ การหลีกเลี่ยงเสียงที่ดังจนเกินไป เช่น การหลีกเลี่ยงถนนที่มีการจราจรจอแจ ไปดูคอนเสิร์ตให้น้อยลง ไม่เปิดเพลงจากซาวด์อะเบาต์ให้ดังมากนัก หรี่เสียงลำโพงคอมพิวเตอร์ให้เบาลงขณะเล่นเกมส์ เป็นต้น

กลับด้านบน

แต่...จะหลีกเลี่ยงเสียงที่จำเป็นต้องได้ยินในที่ทำงานได้อย่างไรกันหนอ ?  

ถ้าให้ตอบแบบสวยหรู ก็ต้องบอกว่าให้ใช้วิธีการควบคุมทางวิศวกรรม และการบริหารจัดการพื้นที่ เครื่องจักร กระบวนการผลิต เพื่อให้สถานที่ทำงานมีเสียงดังน้อยที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว เราจะพบว่าไม่ว่าจะมีการควบคุมบริหารเชิงวิศวกรรมดีขนาดไหนก็ตาม ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องเสียงดังเกินขนาดได้อยู่ดี จะแก้ไขปัญหาด้วยการจำกัดเวลาปฏิบัติงานในสภาวะเสียงดังก็ทำได้ยาก หรือไม่ก็ต้องจ้างพนักงานมากกว่าหนึ่งคนมาสลับกันทำงานชิ้นหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงเกินไป

ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ การใช้อุปกรณ์ป้องกันหู ซึ่งเมื่อตัดสินใจได้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องทำการตรวจประเมินความดังและความถี่ของเสียงภายในสถานประกอบการเสียก่อน เพื่อให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันได้อย่างเหมาะสม หาไม่แล้วก็จะเป็นการเสียเงินไปฟรี ๆ แถมยังอาจก่อให้เกิดความหงุดหงิด และแรงต้านจากพนักงานได้อีกด้วย ผู้เขียนจึงได้เก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันหูมาฝากดังนี้

1. ดูข้อกำหนดเกี่ยวกับชนิดของอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็นในการทำงาน การใช้เครื่องจักร หรือดูข้อกำหนดของมาตรฐานต่าง ๆ เช่น Canadian Standard Association (CSA) Standard Z94.2-94 "Hearing Protection" เสียก่อน

2. ตรวจสอบสภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน ว่ามีความชื้น ความร้อนขนาดไหน เสียงดังกี่เดซิเบล กี่เฮิรตซ์

3. เลือกชนิดของอุปกรณ์ป้องกันให้ถูกต้องกับในการใช้งาน โดยดูตามคุณสมบัติที่ผู้ผลิตระบุไว้ ซึ่งคุณสมบัติ และข้อดี ข้อเสียของอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละประเภทโดยสังเขป เป็นดังนี้

ตารางที่ 2 คุณสมบัติ และข้อดี ข้อเสียของอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละประเภท

ชนิดอุปกรณ์ป้องกันหู

ลักษณะทางกายภาพ

ข้อดี

ข้อเสีย

Ear Plug

(จุกอุดหู)

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สอดเข้าไปในช่องหู หรือหูชั้นนอก และติดแนบไปกับช่องหู

- ขนาดเล็ก พกพาสะดวก

- ราคาถูก

- มีรูปร่างและขนาดให้เลือกใช้หลากหลาย

- สามารถสั่งทำพิเศษตามความต้องการของผู้ซื้อได้ (Custom Made)

- ใช้งานได้ดีกับเสียงในช่วงความถี่ต่ำ

- มีค่า NRR ที่แตกต่างกันให้เลือกใช้

- มีให้เลือกทั้งแบบที่ใช้แล้วทิ้ง และแบบที่ทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้

- มีชนิดที่เป็น Linear Attenuation

- เหมาะกับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนชื้น หรือในพื้นที่จำกัดที่ถูกปิดล้อม

- สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันชนิดอื่น ๆ เช่น แว่นตา หมวกนิรภัย และครอบหูได้

- มีขนาดเล็ก จึงสูญหายได้ง่าย

- ยากต่อการสังเกตเห็น หรือตรวจสอบว่าผู้ปฏิบัติงานสวมอยู่หรือไม่

- ขณะสอดเข้าไปในรูหู นิ้วมือของผู้สอดต้องสะอาด

- วิธีการสอดเข้า และถอดออกจากช่องหู ค่อนข้างยากและใช้เวลา จึงต้องมีการฝึกอบรมก่อนใช้งาน

- จุกอุดหูที่ไม่พอดีกับช่องหู หรือถูกสอดแบบหลวม ๆ หรือสกปรก อาจทำให้ช่องหูระคายเคือง และติดเชื้อได้ง่าย

- ไม่เหมาะกับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 105 เดซิเบล

 

Ear Canal Caps หรือ Semi Insert หรือ Semi-Aural Cap

(จุกอุดหูชนิด

มีสายครอบหัว)

เป็นจุกอุดหูที่มีสายโยงระหว่างจุกอุดหูทั้งสองด้าน เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

สอดเข้าไปในช่องหูได้ง่าย

มีรูปร่างและขนาดให้เลือกใช้หลากหลาย

- ไม่ต้องการความสะอาดมากนักในการสอดเข้าไปในรูหู

- ใช้งานได้หลายครั้ง

- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินเข้า เดินออก บริเวณที่มีเสียงดัง

- ราคาแพงกว่าจุกอุดหูธรรมดา

- มีค่า NRR ต่ำ

Ear Muff

(ครอบหู)

เป็นอุปกรณ์ที่สวมปิดใบหู และระหว่างนวมที่ครอบหูทั้งสองข้าง จะมีแผ่นครอบศีรษะที่ปรับระยะได้เชื่อมติดอยู่

- ใช้งานได้ดีกับเสียงในช่วงความถี่สูง

- เก็บไว้ในสถานที่ทำงานได้

- มีขนาดใหญ่ จึงไม่สูญหายง่าย

- ง่ายต่อการสังเกตเห็น และตรวจสอบว่าผู้ปฏิบัติงานสวมอยู่หรือไม่

- มีค่า NRR ที่แตกต่างกันให้เลือกใช้

- มีชนิดที่เป็น Linear Attenuation

- มีชนิดที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถพูดคุยสื่อสารกับผู้อื่นได้ และบางชนิดยังทำให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัว รวมทั้งเสียงผิดปกติของเครื่องจักรได้ โดยไม่เป็นอันตรายกับหู

- ถอดง่าย ใส่ง่าย จึงเหมาะสำหรับสถานที่ทำงานซึ่งไม่ได้มีเสียงดังตลอดเวลา

- สามารถปรับระยะให้พอดีกับขนาดศีรษะของผู้ใช้งานแต่ละคนได้

- โอกาสที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของหูต่ำ

- ราคาแพง

- มีขนาดใหญ่และหนัก จึงยากต่อการพกพา

- ไม่เหมาะกับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนชื้น หรือในพื้นที่จำกัดที่ถูกปิดล้อม

- ไม่สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันชนิดอื่นๆ เช่น แว่นตา หมวกนิรภัย และจุกอุดหูได้

- หากสวมทับขาแว่นตา หรือผม ครอบหู จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

หมายเหตุ

- NRR หรือ Noise Reduction Rating คือ ค่าที่บ่งบอกความสามารถในการลดความดังเสียงของอุปกรณ์ป้องกันหู มีค่าเป็นเดซิเบล ซึ่งค่า NRR ที่ผู้ผลิตระบุ จะวัดภายใต้สภาพแวดล้อมในห้องทดลอง จึงมักสูงกว่าค่าที่วัดได้ในสภาพการใช้งานจริง ดังนั้นในการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกัน จะต้องเผื่อค่า NRR ไว้ โดยค่า NRR ในการใช้งานจริง = (ค่า NRR ที่ผู้ผลิตระบุ - 7) / 2

- อุปกรณ์ป้องกันหูชนิดที่เป็น Linear Attenuation คือ อุปกรณ์ที่มีค่า NRR เท่ากัน ในทุกช่วงความถี่เสียง
- จากการวิจัยพบว่า การใช้จุกเสียบหู (Ear Plug) ร่วมกับครอบหู (Ear Muff) จะสามารถลดเสียงที่ได้ยิน มากกว่าการใช้อุปกรณ์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งถึง 10 - 15 เดซิเบล ซึ่งการใช้งานร่วมกันนี้ จะมีความจำเป็นเมื่อสภาวะแวดล้อมในการทำงานมีเสียงดังเกิน 105 เดซิเบล

- การใช้สำลีอุดหู จะสามารถลดเสียงได้เพียง 7 เดซิเบลเท่านั้น จึงไม่ถือว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกันหู

4. หลังจากเล็งชนิดอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ไว้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือต้องขอตัวอย่างจากผู้ผลิตมาทดสอบการใช้งานจริง เพราะคุณสมบัติที่ผู้ผลิตระบุไว้ เป็นสิ่งที่วัดได้ในห้องทดลอง ซึ่งอาจมีสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างออกไปจากสภาพการใช้งานของเราค่อนข้างมาก และการนำมาลองใช้งานดู จะทำให้เรารู้ว่ายังทำงานได้สะดวกอยู่หรือเปล่าในขณะที่ใช้งานอุปกรณ์ป้องกันนั้น

5. หลังจากนั้นจึงค่อยซื้ออุปกรณ์ป้องกันหูชนิดนั้น ๆ มาใช้งาน

แม้ว่าเราจะเลือกเฟ้นอุปกรณ์ป้องกันมาเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม ก็ยังอาจพบปัญหาน่าปวดหัว(ใจ) อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ แรงต้าน เสียงบ่น และความหงุดหงิดใจของพนักงาน ที่มักมีข้ออ้างสารพัดสารเพในการไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันหู ไม่ว่าจะเป็น ทำงานไม่สะดวก เคยชินกับเสียงดัง ๆ แล้ว ไม่ใส่ก็ไม่น่าจะเป็นไร ใส่ยากใส่เย็น จะรีบไปทำงานเลยไม่มีเวลาไปหยิบมาใส่ ฯลฯ

นอกจากนี้แล้ว พนักงาน(บางคน)ก็อาจตุกติก ไม่ยอมสวมอุปกรณ์ป้องกันตลอดเวลา พูดง่าย ๆ ก็คือสวมบ้าง ไม่สวมบ้าง ตามแต่จะนึกพอใจ ซึ่งนับว่าอันตรายมาก เพราะอุปกรณ์ป้องกันจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อสวมไว้ตลอดเวลาที่มีเสียงดังเกินมาตรฐาน การถอดออกเป็นบางช่วง จะลดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ป้องกันลง ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 3 ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของการใช้งาน และความสามารถในการป้องกันเสียงของอุปกรณ์ที่สามารถป้องกันเสียงได้สูงสุด 30 เดซิเบล

ตารางที่ 3 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของการใช้งาน และความสามารถในการป้องกันเสียง

ระยะเวลาในการใช้งาน

(เมื่อเทียบกับระยะเวลาทั้งหมดในการทำงานท่ามกลางเสียงดังเกินขนาด)

การป้องกันสูงสุด

50 %

60 %

70 %

80 %

90 %

95 %

99 %

99.9 %

3 เดซิเบล

4 เดซิเบล

5 เดซิเบล

7 เดซิเบล

10 เดซิเบล

13 เดซิเบล

20 เดซิเบล

30 เดซิเบล

ทางออกที่อาจช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือ การตรากฎบริษัทออกมาบังคับให้พนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกัน และมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจน เช่น การตัดคะแนนประเมินผลงาน การปรับเงิน เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลชะงัด แต่ก็อาจทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากพนักงานได้เช่นกัน

ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะต้องมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน อันตรายของเสียง ประโยชน์ วิธีการใช้งาน การดูแลรักษา ทำความสะอาด รวมถึงวิธีการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละชนิด ทั้งนี้ก็เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประกอบการ และพนักงาน แล้วยังเป็นการลดแรงต้าน ตลอดจนปลูกฝังให้พนักงานมีความใส่ใจกับสุขอนามัย และความปลอดภัยในการทำงานอีกด้วย

ส่วนปัญหาที่พนักงานมักจะบ่นกัน และก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย นั่นก็คือ เมื่อสวมอุปกรณ์ป้องกันหูแล้ว จะไม่ได้ยินเสียงคนอื่นพูด ทั้งยังไม่สามารถจับเสียงการทำงานที่ผิดปกติของเครื่องจักรได้ แต่ปัญหานี้มีทางออก เพราะปัจจุบันมีครอบหูอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถพูดคุย สื่อสารกับผู้อื่นได้ แถมบางชนิดยังทำให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัว รวมทั้งเสียงผิดปกติของเครื่องจักรได้ โดยไม่เป็นอันตรายกับหูอีกด้วย แต่ก็มีราคาค่อนข้างแพง

นอกจากนี้แล้ว ควรมีการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และหาอุปกรณ์ใหม่มาทดแทนอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ หรือเสียหาย รวมทั้งทำการวิเคราะห์ผลการใช้งานอุปกรณ์ป้องกันว่ายังคงมีความเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมในการใช้งานหรือไม่ทุก ๆ ปีอีกด้วย

และสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ การตรวจร่างกายประจำปีของพนักงานที่ทำงานท่ามกลางเสียงดัง จะต้องตรวจสมรรถนะการได้ยินด้วย หากพบว่าหูข้างใดข้างหนึ่งบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่ 10 เดซิเบลขึ้นไปในช่วงความถี่สูง จะต้องแจ้งให้พนักงานทราบ และพนักงานคนนั้นก็จะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันหู เมื่อทำงานในที่ที่มีเสียงดังตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไป เป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน

สุดท้ายที่อยากจะฝากเอาไว้นั่นคือ โปรดอย่าชะล่าใจ อย่าคิดว่าเมื่อระยะเวลาที่ได้ยินเสียงดังเกินขนาดในที่ทำงาน ไม่เกินตัวเลขที่กำหนดไว้ในตารางแล้วละก็ คุณจะไม่เสี่ยงต่อการเสื่อมของหู เพราะนอกจากเสียงที่ได้ยินในที่ทำงานแล้ว อย่าลืมว่าในบ้าน และระหว่างทางจากบ้านมาที่ทำงาน หรือจากที่ทำงานกลับบ้าน คุณก็ยังมีโอกาสได้ยินเสียงที่ดังเกินควรได้เช่นกัน ดังนั้นตัวเลขในตาราง จะเป็นระยะเวลาทั้งหมดที่หูของคุณจะทนเสียงดังได้ภายในหนึ่งวัน นับรวมทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ระหว่างการเดินทาง และนอนด้วย

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าหูของคุณยังทำงานได้ดีอยู่ ลองมาทำแบบทดสอบง่ายๆ นี้ดูว่า

แบบทดสอบ

ใช่

ไม่ใช่

1. คุณรู้สึกเป็นกังวลในการจับคำพูดของคู่สนทนาอยู่เสมอ ๆ

2. คุณมักจับคำพูดของคู่สนทนาไม่ได้ หรือแปลความหมายของ

    บทสนทนาผิด

3. คุณคิดว่าเสียงของคู่สนทนาไม่ชัดเจน

4. คุณชอบเปิดวิทยุ หรือโทรทัศน์เสียงดัง

5. คุณมักขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำบ่อย ๆ

6. คุณได้ยินเสียงซ่าคล้ายสัญญาณวิทยุ หรือเสียงรบกวนอื่น ๆ

    ภายในหู แม้จะอยู่ในที่เงียบสงัด

 

 

หากคุณตอบว่าใช่เป็นส่วนใหญ่แล้วละก็ ขอแนะนำให้คุณไปพบแพทย์โสตศอนาสิก หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าหมอเฉพาะทางหู คอ จมูก ใกล้บ้านได้แล้วละครับ หากทิ้งไว้นาน จะมี อาการน่าเป็นห่วง มากกว่านี้แน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง

-Noise, Ears, and Hearing Protection by The Center for Occupational and Environmental Health, Hunter college

-Selection and Use of Hearing Protection Devices by The Center for Occupational and Environmental Health, Hunter College

-Hearing Protectors by Canadian Centre for Occupational Health & Safety

-Can You Hear Me? by Eric Patton, Training Manager, Dalloz Safety

รูปแสดงอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละชนิด

 


กลับด้านบน