|
ถ้าให้ตอบแบบสวยหรู ก็ต้องบอกว่าให้ใช้วิธีการควบคุมทางวิศวกรรม และการบริหารจัดการพื้นที่ เครื่องจักร กระบวนการผลิต เพื่อให้สถานที่ทำงานมีเสียงดังน้อยที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว เราจะพบว่าไม่ว่าจะมีการควบคุมบริหารเชิงวิศวกรรมดีขนาดไหนก็ตาม ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องเสียงดังเกินขนาดได้อยู่ดี จะแก้ไขปัญหาด้วยการจำกัดเวลาปฏิบัติงานในสภาวะเสียงดังก็ทำได้ยาก หรือไม่ก็ต้องจ้างพนักงานมากกว่าหนึ่งคนมาสลับกันทำงานชิ้นหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงเกินไป
ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ การใช้อุปกรณ์ป้องกันหู ซึ่งเมื่อตัดสินใจได้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องทำการตรวจประเมินความดังและความถี่ของเสียงภายในสถานประกอบการเสียก่อน เพื่อให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันได้อย่างเหมาะสม หาไม่แล้วก็จะเป็นการเสียเงินไปฟรี ๆ แถมยังอาจก่อให้เกิดความหงุดหงิด และแรงต้านจากพนักงานได้อีกด้วย ผู้เขียนจึงได้เก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันหูมาฝากดังนี้
1. ดูข้อกำหนดเกี่ยวกับชนิดของอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็นในการทำงาน การใช้เครื่องจักร หรือดูข้อกำหนดของมาตรฐานต่าง ๆ เช่น Canadian Standard Association (CSA) Standard Z94.2-94 "Hearing Protection" เสียก่อน
2. ตรวจสอบสภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน ว่ามีความชื้น ความร้อนขนาดไหน เสียงดังกี่เดซิเบล กี่เฮิรตซ์
3. เลือกชนิดของอุปกรณ์ป้องกันให้ถูกต้องกับในการใช้งาน โดยดูตามคุณสมบัติที่ผู้ผลิตระบุไว้ ซึ่งคุณสมบัติ และข้อดี ข้อเสียของอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละประเภทโดยสังเขป เป็นดังนี้
ตารางที่ 2 คุณสมบัติ และข้อดี ข้อเสียของอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละประเภท
|
ชนิดอุปกรณ์ป้องกันหู |
ลักษณะทางกายภาพ |
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|
Ear Plug
(จุกอุดหู) |
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สอดเข้าไปในช่องหู หรือหูชั้นนอก และติดแนบไปกับช่องหู |
- ขนาดเล็ก พกพาสะดวก
- ราคาถูก
- มีรูปร่างและขนาดให้เลือกใช้หลากหลาย
- สามารถสั่งทำพิเศษตามความต้องการของผู้ซื้อได้ (Custom Made)
- ใช้งานได้ดีกับเสียงในช่วงความถี่ต่ำ
- มีค่า NRR ที่แตกต่างกันให้เลือกใช้
- มีให้เลือกทั้งแบบที่ใช้แล้วทิ้ง และแบบที่ทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้
- มีชนิดที่เป็น Linear Attenuation
- เหมาะกับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนชื้น หรือในพื้นที่จำกัดที่ถูกปิดล้อม
- สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันชนิดอื่น ๆ เช่น แว่นตา หมวกนิรภัย และครอบหูได้ |
- มีขนาดเล็ก จึงสูญหายได้ง่าย
- ยากต่อการสังเกตเห็น หรือตรวจสอบว่าผู้ปฏิบัติงานสวมอยู่หรือไม่
- ขณะสอดเข้าไปในรูหู นิ้วมือของผู้สอดต้องสะอาด
- วิธีการสอดเข้า และถอดออกจากช่องหู ค่อนข้างยากและใช้เวลา จึงต้องมีการฝึกอบรมก่อนใช้งาน
- จุกอุดหูที่ไม่พอดีกับช่องหู หรือถูกสอดแบบหลวม ๆ หรือสกปรก อาจทำให้ช่องหูระคายเคือง และติดเชื้อได้ง่าย
- ไม่เหมาะกับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 105 เดซิเบล
|
|
Ear Canal Caps หรือ Semi Insert หรือ Semi-Aural Cap
(จุกอุดหูชนิด
มีสายครอบหัว) |
เป็นจุกอุดหูที่มีสายโยงระหว่างจุกอุดหูทั้งสองด้าน เพื่อความสะดวกในการใช้งาน |
- สอดเข้าไปในช่องหูได้ง่าย
- มีรูปร่างและขนาดให้เลือกใช้หลากหลาย
- ไม่ต้องการความสะอาดมากนักในการสอดเข้าไปในรูหู
- ใช้งานได้หลายครั้ง
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินเข้า เดินออก บริเวณที่มีเสียงดัง |
- ราคาแพงกว่าจุกอุดหูธรรมดา
- มีค่า NRR ต่ำ |
|
Ear Muff
(ครอบหู) |
เป็นอุปกรณ์ที่สวมปิดใบหู และระหว่างนวมที่ครอบหูทั้งสองข้าง จะมีแผ่นครอบศีรษะที่ปรับระยะได้เชื่อมติดอยู่ |
- ใช้งานได้ดีกับเสียงในช่วงความถี่สูง
- เก็บไว้ในสถานที่ทำงานได้
- มีขนาดใหญ่ จึงไม่สูญหายง่าย
- ง่ายต่อการสังเกตเห็น และตรวจสอบว่าผู้ปฏิบัติงานสวมอยู่หรือไม่
- มีค่า NRR ที่แตกต่างกันให้เลือกใช้
- มีชนิดที่เป็น Linear Attenuation
- มีชนิดที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถพูดคุยสื่อสารกับผู้อื่นได้ และบางชนิดยังทำให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัว รวมทั้งเสียงผิดปกติของเครื่องจักรได้ โดยไม่เป็นอันตรายกับหู
- ถอดง่าย ใส่ง่าย จึงเหมาะสำหรับสถานที่ทำงานซึ่งไม่ได้มีเสียงดังตลอดเวลา
- สามารถปรับระยะให้พอดีกับขนาดศีรษะของผู้ใช้งานแต่ละคนได้
- โอกาสที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของหูต่ำ |
- ราคาแพง
- มีขนาดใหญ่และหนัก จึงยากต่อการพกพา
- ไม่เหมาะกับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนชื้น หรือในพื้นที่จำกัดที่ถูกปิดล้อม
- ไม่สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันชนิดอื่นๆ เช่น แว่นตา หมวกนิรภัย และจุกอุดหูได้
- หากสวมทับขาแว่นตา หรือผม ครอบหู จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ |
|
หมายเหตุ
- NRR หรือ Noise Reduction Rating คือ ค่าที่บ่งบอกความสามารถในการลดความดังเสียงของอุปกรณ์ป้องกันหู มีค่าเป็นเดซิเบล ซึ่งค่า NRR ที่ผู้ผลิตระบุ จะวัดภายใต้สภาพแวดล้อมในห้องทดลอง จึงมักสูงกว่าค่าที่วัดได้ในสภาพการใช้งานจริง ดังนั้นในการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกัน จะต้องเผื่อค่า NRR ไว้ โดยค่า NRR ในการใช้งานจริง = (ค่า NRR ที่ผู้ผลิตระบุ - 7) / 2
- อุปกรณ์ป้องกันหูชนิดที่เป็น Linear Attenuation คือ อุปกรณ์ที่มีค่า NRR เท่ากัน ในทุกช่วงความถี่เสียง
- จากการวิจัยพบว่า การใช้จุกเสียบหู (Ear Plug) ร่วมกับครอบหู (Ear Muff) จะสามารถลดเสียงที่ได้ยิน มากกว่าการใช้อุปกรณ์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งถึง 10 - 15 เดซิเบล ซึ่งการใช้งานร่วมกันนี้ จะมีความจำเป็นเมื่อสภาวะแวดล้อมในการทำงานมีเสียงดังเกิน 105 เดซิเบล
- การใช้สำลีอุดหู จะสามารถลดเสียงได้เพียง 7 เดซิเบลเท่านั้น จึงไม่ถือว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกันหู |
4. หลังจากเล็งชนิดอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ไว้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือต้องขอตัวอย่างจากผู้ผลิตมาทดสอบการใช้งานจริง เพราะคุณสมบัติที่ผู้ผลิตระบุไว้ เป็นสิ่งที่วัดได้ในห้องทดลอง ซึ่งอาจมีสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างออกไปจากสภาพการใช้งานของเราค่อนข้างมาก และการนำมาลองใช้งานดู จะทำให้เรารู้ว่ายังทำงานได้สะดวกอยู่หรือเปล่าในขณะที่ใช้งานอุปกรณ์ป้องกันนั้น
5. หลังจากนั้นจึงค่อยซื้ออุปกรณ์ป้องกันหูชนิดนั้น ๆ มาใช้งาน
แม้ว่าเราจะเลือกเฟ้นอุปกรณ์ป้องกันมาเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม ก็ยังอาจพบปัญหาน่าปวดหัว(ใจ) อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ แรงต้าน เสียงบ่น และความหงุดหงิดใจของพนักงาน ที่มักมีข้ออ้างสารพัดสารเพในการไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันหู ไม่ว่าจะเป็น ทำงานไม่สะดวก เคยชินกับเสียงดัง ๆ แล้ว ไม่ใส่ก็ไม่น่าจะเป็นไร ใส่ยากใส่เย็น จะรีบไปทำงานเลยไม่มีเวลาไปหยิบมาใส่ ฯลฯ
นอกจากนี้แล้ว พนักงาน(บางคน)ก็อาจตุกติก ไม่ยอมสวมอุปกรณ์ป้องกันตลอดเวลา พูดง่าย ๆ ก็คือสวมบ้าง ไม่สวมบ้าง ตามแต่จะนึกพอใจ ซึ่งนับว่าอันตรายมาก เพราะอุปกรณ์ป้องกันจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อสวมไว้ตลอดเวลาที่มีเสียงดังเกินมาตรฐาน การถอดออกเป็นบางช่วง จะลดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ป้องกันลง ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 3 ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของการใช้งาน และความสามารถในการป้องกันเสียงของอุปกรณ์ที่สามารถป้องกันเสียงได้สูงสุด 30 เดซิเบล
ตารางที่ 3 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของการใช้งาน และความสามารถในการป้องกันเสียง
|
ระยะเวลาในการใช้งาน
(เมื่อเทียบกับระยะเวลาทั้งหมดในการทำงานท่ามกลางเสียงดังเกินขนาด) |
การป้องกันสูงสุด |
|
50 %
60 %
70 %
80 %
90 %
95 %
99 %
99.9 % |
3 เดซิเบล
4 เดซิเบล
5 เดซิเบล
7 เดซิเบล
10 เดซิเบล
13 เดซิเบล
20 เดซิเบล
30 เดซิเบล |
ทางออกที่อาจช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือ การตรากฎบริษัทออกมาบังคับให้พนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกัน และมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจน เช่น การตัดคะแนนประเมินผลงาน การปรับเงิน เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลชะงัด แต่ก็อาจทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากพนักงานได้เช่นกัน
ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะต้องมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน อันตรายของเสียง ประโยชน์ วิธีการใช้งาน การดูแลรักษา ทำความสะอาด รวมถึงวิธีการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละชนิด ทั้งนี้ก็เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประกอบการ และพนักงาน แล้วยังเป็นการลดแรงต้าน ตลอดจนปลูกฝังให้พนักงานมีความใส่ใจกับสุขอนามัย และความปลอดภัยในการทำงานอีกด้วย
ส่วนปัญหาที่พนักงานมักจะบ่นกัน และก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย นั่นก็คือ เมื่อสวมอุปกรณ์ป้องกันหูแล้ว จะไม่ได้ยินเสียงคนอื่นพูด ทั้งยังไม่สามารถจับเสียงการทำงานที่ผิดปกติของเครื่องจักรได้ แต่ปัญหานี้มีทางออก เพราะปัจจุบันมีครอบหูอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถพูดคุย สื่อสารกับผู้อื่นได้ แถมบางชนิดยังทำให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัว รวมทั้งเสียงผิดปกติของเครื่องจักรได้ โดยไม่เป็นอันตรายกับหูอีกด้วย แต่ก็มีราคาค่อนข้างแพง
นอกจากนี้แล้ว ควรมีการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และหาอุปกรณ์ใหม่มาทดแทนอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ หรือเสียหาย รวมทั้งทำการวิเคราะห์ผลการใช้งานอุปกรณ์ป้องกันว่ายังคงมีความเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมในการใช้งานหรือไม่ทุก ๆ ปีอีกด้วย
และสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ การตรวจร่างกายประจำปีของพนักงานที่ทำงานท่ามกลางเสียงดัง จะต้องตรวจสมรรถนะการได้ยินด้วย หากพบว่าหูข้างใดข้างหนึ่งบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่ 10 เดซิเบลขึ้นไปในช่วงความถี่สูง จะต้องแจ้งให้พนักงานทราบ และพนักงานคนนั้นก็จะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันหู เมื่อทำงานในที่ที่มีเสียงดังตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไป เป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน
สุดท้ายที่อยากจะฝากเอาไว้นั่นคือ โปรดอย่าชะล่าใจ อย่าคิดว่าเมื่อระยะเวลาที่ได้ยินเสียงดังเกินขนาดในที่ทำงาน ไม่เกินตัวเลขที่กำหนดไว้ในตารางแล้วละก็ คุณจะไม่เสี่ยงต่อการเสื่อมของหู เพราะนอกจากเสียงที่ได้ยินในที่ทำงานแล้ว อย่าลืมว่าในบ้าน และระหว่างทางจากบ้านมาที่ทำงาน หรือจากที่ทำงานกลับบ้าน คุณก็ยังมีโอกาสได้ยินเสียงที่ดังเกินควรได้เช่นกัน ดังนั้นตัวเลขในตาราง จะเป็นระยะเวลาทั้งหมดที่หูของคุณจะทนเสียงดังได้ภายในหนึ่งวัน นับรวมทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ระหว่างการเดินทาง และนอนด้วย
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าหูของคุณยังทำงานได้ดีอยู่ ลองมาทำแบบทดสอบง่ายๆ นี้ดูว่า
|
แบบทดสอบ |
ใช่ |
ไม่ใช่ |
|
1. คุณรู้สึกเป็นกังวลในการจับคำพูดของคู่สนทนาอยู่เสมอ ๆ
2. คุณมักจับคำพูดของคู่สนทนาไม่ได้ หรือแปลความหมายของ
บทสนทนาผิด
3. คุณคิดว่าเสียงของคู่สนทนาไม่ชัดเจน
4. คุณชอบเปิดวิทยุ หรือโทรทัศน์เสียงดัง
5. คุณมักขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำบ่อย ๆ
6. คุณได้ยินเสียงซ่าคล้ายสัญญาณวิทยุ หรือเสียงรบกวนอื่น ๆ
ภายในหู แม้จะอยู่ในที่เงียบสงัด |
|
|
หากคุณตอบว่าใช่เป็นส่วนใหญ่แล้วละก็ ขอแนะนำให้คุณไปพบแพทย์โสตศอนาสิก หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าหมอเฉพาะทางหู คอ จมูก ใกล้บ้านได้แล้วละครับ หากทิ้งไว้นาน จะมี อาการน่าเป็นห่วง มากกว่านี้แน่นอน
|
ข้อมูลอ้างอิง
-Noise, Ears, and Hearing Protection by The Center for Occupational and Environmental Health, Hunter college
-Selection and Use of Hearing Protection Devices by The Center for Occupational and Environmental Health, Hunter College
-Hearing Protectors by Canadian Centre for Occupational Health & Safety
-Can You Hear Me? by Eric Patton, Training Manager, Dalloz Safety |
รูปแสดงอุปกรณ์ป้องกันหูแต่ละชนิด
|